การพัฒนาเกษตรกร

การเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมากมาย ภาคการเกษตรนี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำมาซึ่งเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและส่งผลให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้แนวทางปฏิบัติทางการเกษตรแบบดั้งเดิมหยุดชะงักและผลผลิตพืชผลลดลงกว่าเดิม

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ การเกษตรที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางอาหารกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวทางการปฏิบัติที่ยั่งยืน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับปรุงคุณภาพของดิน อนุรักษ์น้ำ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนเหล่านี้ไปใช้จะทำให้ภาคการเกษตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเติบโตต่อไปได้แม้จะเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การเกษตรมีความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสนับสนุนต่อความเป็นอยู่โดยรวมของเกษตรกรและชุมชน

การจัดการอุปทานและการส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน

เพื่อให้การจัดหาวัตถุดิบของบริษัทมีความต่อเนื่อง เพียงพอ และมั่นคง ไทยวาจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากแหล่งเพาะปลูกที่ยั่งยืน และมีการพัฒนาแหล่งเพาะปลูกที่มีความเสื่อมโทรมด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนชุมชนผู้ปลูกมันสำปะหลัง การให้ความรู้ผ่านการจัดอบรมเกษตรกรภายใต้หัวข้อหลักการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และเพาะขยายพันธุ์ต้นพันธุ์ปลอดโรค และต้นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างส่งมอบให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีต้นพันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่มีการระบาด

การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ

การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบของเราเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการจัดซื้อ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับจากลูกค้าไปถึงแหล่งเพาะปลูกได้ ดังนั้นเราจึงระบุขั้นตอนการจัดซื้อหัวมันสดอย่างครอบคลุม ซึ่งประกอบไปด้วยการคัดเลือกเกษตรกร การประเมินเกษตรกร การวางแผนการรับซื้อหัวมันสด การกำหนดราคา และการชำระเงิน ที่ช่วยให้เราสามารถทำการตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบตลอดกระบวนจัดซื้อและการผลิต

  1. ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ถูกจัดกลุ่มเป็นสี่กลุ่ม คือ
    • เกษตรกรที่อยู่ในโครงการส่งเสริมร่วมกับบริษัท
    • เกษตรกรทั่วไปที่มาซื้อขายหัวมันสดตามราคาประกาศ ณ หน้าโรงงาน
    • ผู้รวบรวมหัวมันสดจากเกษตรกรรายย่อย หรือ ลานซื้อขายหัวมันสด เพื่อนำมาขายให้กับบริษัท
    • ผู้ส่งมอบหัวมันสดออร์แกนิค
  2. ผู้ส่งมอบแต่ละกลุ่มมีเกณฑ์และข้อกำหนดเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างถูกต้อง มีการประเมินประจำปีซึ่งทำให้มั่นใจว่าผู้ส่งมอบปฏิบัติตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ไทยวากำหนด เพื่อพิจารณาให้อยู่ในรายชื่อผู้ส่งมอบที่ได้รับการอนุมัติ (Approved Vendor List: AVL)
  3. ในขั้นตอนการรับซื้อหัวมันสด บริษัทมีการจัดเก็บข้อมูลซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อเกษตรกร สถานที่เพาะปลูก วันที่ผลิต/เก็บเกี่ยว น้ำหนัก และเปอร์เซ็นต์แป้งที่วัดได้ เพื่อให้แน่ใจว่าตรงตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนด และจะถูกนำเข้ากระบวนการผลิตตามหลัก FIFO (First In, First Out) หรือ FEFO (First Expire, First Out)
  4. บริษัทมีการจัดเก็บเอกสารและบันทึกต่างๆ เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับอย่างมีประสิทธิภาพ

การประเมินความยั่งยืนทางการเกษตร

การประเมินความยั่งยืนทางการเกษตร (Farm Sustainability Assessment หรือ FSA) เป็นแนวทางการประเมินซึ่งพัฒนาโดย Sustainable Agriculture Initiative (SAI) Platform เพื่อประเมินและส่งเสริมแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืน FSA ครอบคลุมหัวข้อด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดและตัวบ่งชี้ที่หลากหลาย ทำให้เกษตรกรและองค์กรที่ทำการประเมินเข้าใจถึงองค์ประกอบด้านความยั่งยืนของการเกษตร

ในปี 2567 ไทยวาขยายพื้นที่การประเมิน FSA ไปยังพื้นที่จังหวัดระยองและกาญจนบุรี ซึ่งเป็นทั้งเกษตรกรรายบุคคลและกลุ่มเกษตรกรภายใต้เครือข่ายลานรับซื้อหัวมันในท้องถิ่น โดยเกษตรกรเหล่านี้ได้ส่งมอบมันสำปะหลังเข้าสู่โรงงานในเครือบริษัทไทยวา รวมผลผลิตกว่า 184,000 ตัน จากพื้นที่เพาะปลูก 46,060 ไร่ หรือราว 7,370 เฮกตาร์ และเกษตรกรจำนวน 490 ราย ซึ่งการประเมินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังที่กล่าวมาข้างต้นได้รับการรับรอง FSA ระดับ Gold

ความสำเร็จเหล่านี้ช่วยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของไทยวาในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาคการเกษตรด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจถึงความสำคัญของการเกษตรอย่างยั่งยืน เกษตรกรที่ผ่านการประเมิน FSA ทั้งหมดคิดเป็น 53% ของเกษตรที่อุปทานมันสำปะหลังให้กับไทยวา โดยไทยวามีเป้าหมายในการติดตามแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืนนี้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความพยายามของเราในการจัดการอุปทาน และการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การลดมลพิษ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง X20

เพื่อการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่มีการระบาดอย่างแพร่หลายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยวามีส่วนช่วยเหลือในการเพาะขยายพันธุ์ต้นพันธุ์ปลอดโรคและส่งมอบให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีต้นพันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์เอาไว้ใช้เพาะปลูก ตลอดจนมีการติดตามดูแลโดยเจ้าหน้าที่และนักวิชาการเกษตรอย่างใกล้ชิดเพื่อแนะนำข้อมูลทางเทคนิคที่จำเป็นในการดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังให้มีความทนทานแข็งแรงและสามารถต่อสู้กับวิกฤติโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในปี 2567 บริษัทได้แจกจ่ายท่อนพันธุ์ X20 ให้เกษตรกรได้จริงจำนวน 803,810 ต้น คิดเป็นต้นพันธุ์สำหรับพื้นที่จำนวน 447 ไร่ ในพื้นที่ 4 จังหวัดคือ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดระยอง และจังหวัดตาก จำนวนท่อนพันธุ์ X20 ที่แจกจ่ายให้กับเกษตรกรนั้นน้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงต้นปีมีการกระจายตัวของฝนน้อยมาก ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ตามปกติ

วันขอบคุณเกษตรกรไทยวา 

ไทยวา ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของเกษตรกรในฐานะที่เกษตรกรเป็นผู้ส่งวัตถุดิบหลักให้กับเรา บริษัทจึงจัดกิจกรรม “วันขอบคุณเกษตรกรไทยวา” (Thai Wah Thank You Farmer Day) เป็นประจำทุกไตรมาส ซึ่งเป็นกิจกรรมแสดงความขอบคุณต่อเกษตรกรทุกคนที่ส่งหัวมันสำปะหลังให้กับโรงงานแป้งของบริษัทโดยการจ่ายเงินปันผลให้กับเกษตรกรที่ขายมันสำปะหลังให้กับโรงงานของไทยวาที่ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง, อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา, อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในปี 2567 ไทยวาจ่ายเงินปันผลรวมทั้งหมด 10,670,390 บาท แก่เกษตรกรจำนวน 3,769 คน ซึ่งคิดเฉลี่ยเป็น 2,931 บาทต่อคนต่อปี

การนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ไทยวามุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาผสมผสานกับการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการวางแผนและการเพาะปลูก เราได้นำเทคโนโลยีมาบูรณาการและส่งเสริมการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) โดยเฉพาะการนำภาพถ่ายดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรกรรม นวัตกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มผลผลิตให้ดีขึ้น

ระบบการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียมช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ ทั้งการคาดการณ์รอบการเพาะปลูก การประเมินผลผลิต และการวิเคราะห์การใช้น้ำในพื้นที่เกษตร ผ่านการประมวลผลจากข้อมูลปัจจุบันและข้อมูลย้อนหลัง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบครบวงจรด้วย AI และ Machine Learning เพื่อระบุรูปแบบและแนวโน้มที่สำคัญทางการเกษตร เช่น สภาพอากาศ ปริมาณน้ำ และคุณภาพของดิน ช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดช่วงเวลาการปลูกและการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้ทรัพยากรส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ทั้งน้ำ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร รวมถึงการใช้วิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยการแนะนำการใช้ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงเวลาในการเพาะปลูก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ส่งผลให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูงและปริมาณมากขึ้น นำไปสู่การขายผลผลิตในราคาที่สูงขึ้นได้

ความร่วมมือกับภาครัฐ และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร

การเดินทางเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและส่งเสริมการเกษตรในภูมิภาค ไทยวา ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้น ความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันย่อมมีความสำคัญและทำให้ทุกฝ่ายก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างรอบคอบและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนวทางการทำงานร่วมกันนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวของระบบอาหารในภูมิภาค

ไทยวาได้ร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรผ่านการขับเคลื่อนโครงการริเริ่มต่างๆ ที่สนับสนุนการทำเกษตรแบบยั่งยืน การปรับปรุงผลผลิต และการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ เช่น หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีความเข้าใจถึงสถานการณ์ของภาคเกษตรไทยเป็นอย่างดี จึงสามารถเข้าถึงชุมชนและเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้