การพัฒนาเกษตรกร

ภาคเกษตรกรรมคือรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจไทยและอุตสาหกรรมอาหารในระดับโลก โดยมีบทบาทหลักในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเป็นแหล่งรายได้ที่หล่อเลี้ยงประชากรจำนวนมากในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้วิสัยทัศน์ "การสร้างสรรค์นวัตกรรมและความยั่งยืนจากไร่สู่ผู้บริโภค" บริษัทตระหนักดีว่าความมั่นคงของวัตถุดิบคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบันภาคเกษตรกรรมกำลังเผชิญกับ วิกฤตการณ์และความท้าทายที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง และปัญหาน้ำท่วมที่คาดเดาได้ยาก ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมด้วยการระบาดของ โรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตในประเทศอย่างรุนแรง โดยเห็นได้ชัดจากตัวเลขผลผลิตมันสำปะหลังรวมของไทยที่ลดลง ความผันผวนนี้ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วยแป้งชนิดอื่นในตลาดโลก

การจัดการอุปทานและการจัดซื้อสินค้าทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

เพื่อให้การจัดหาวัตถุดิบของบริษัทมีความต่อเนื่อง เพียงพอ และมั่นคง ไทยวาจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากแหล่งเพาะปลูกที่ยั่งยืน รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ โดยมีการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ด้วยการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบที่สอดคล้องกับแหล่งผลิตสินค้า ครอบคลุมทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน

ความหลากหลายทางชีวภาพและการไม่ตัดไม้ทำลายป่า (Biodiversity & Zero Deforestation)

ไทยวาเชื่อว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นรากฐานสำคัญของระบบอาหารที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ จึงบูรณาการแนวทางการอนุรักษ์ธรรมชาติให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อาทิ กรอบงาน Kunming Montreal Global Biodiversity Framework (KM-GBF) และแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (NBSAP) พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติให้ได้อย่างน้อย 30% ภายในปี 2573

ภายใต้ห่วงโซ่คุณค่ามันสำปะหลัง บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการไม่ตัดไม้ทำลายป่า (Zero Deforestation) ภายในปี 2568 และมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2573 ผ่านการส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู การฟื้นฟูสุขภาพดิน การลดการใช้สารเคมี และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรับผิดชอบ

บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านธรรมชาติโดยใช้เครื่องมือสากล เช่น WWF Risk Filter ตามกรอบการประเมิน TNFD LEAP ควบคู่กับการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การกำกับดูแลซัพพลายเออร์ และการเสริมสร้างศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้แก่เกษตรกรและชุมชนในห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ ไทยวายังยึดมั่นในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น องค์กรระหว่างประเทศ และชุมชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ระบบนิเวศ เคารพสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ธรรมชาติ เกษตรกร และภาคธุรกิจสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

การประเมินความยั่งยืนทางการเกษตร

บริษัทฯให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในห่วงโซ่คุณค่าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างรากฐานความมั่นคงและความยั่งยืนให้แก่ครอบครัวเกษตรกร ท่ามกลางความท้าทายของภาคการเกษตร ทั้งจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและการระบาดของโรคพืช บริษัทจึงดำเนินงานภายใต้แนวทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมมาตรฐานสากลด้านการประเมินความยั่งยืนทางการเกษตร (Farm Sustainability Assessment: FSA) ระดับ Gold Level ซึ่งบริษัทฯถือเป็นรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองสำหรับมันสำปะหลัง

ในปี 2568 บริษัทฯมุ่งสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านโครงการนวัตกรรมท่อนพันธุ์สะอาด X20 ที่ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกได้ถึง 500 บาทต่อไร่ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมชีวภาพ TW8 มาใช้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพดินและเพิ่มผลผลิตได้สูงถึงร้อยละ 20 อันเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ บริษัทฯยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพและองค์ความรู้แก่เกษตรกร โดยส่งเสริมการทำเกษตรกรรมอย่างรับผิดชอบภายใต้แนวทางเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) พร้อมยึดมั่นในนโยบายการรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม (Fair Price) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัย

อีกทั้ง บริษัทฯยังส่งเสริมการเพาะปลูกพืชมูลค่าสูง เช่น มันสำปะหลังแว๊กซี่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกรในห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนเกษตรกรสามารถปรับตัว เติบโต และก้าวสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกับองค์กรในระยะยาว

ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง X20

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ซึ่งเป็นโรคที่ควบคุมได้ยากและส่งผลโดยตรงต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ บริษัทไทยวาได้ริเริ่มโครงการจัดสรรโรงเรือนเพื่อขยายพันธุ์ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค และนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดตั้งทีมงานภาคสนามและผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรโดยเฉพาะ เพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนทางเทคนิคอย่างใกล้ชิดแก่เกษตรกร ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแปลงปลูกมันสำปะหลัง และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการโรงเรือนเพื่อการขยายพันธุ์ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังอย่างเร่งด่วน (Greenhouse Farming Project for Urgent Propagation of Cassava Stems) เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทและสถาบันพัฒนามันสำปะหลังไทย (Thai Tapioca Development Institute: TTDI) โดยโครงการดังกล่าวช่วยเพิ่มศักยภาพในการขยายพันธุ์ท่อนพันธุ์ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม 4–5 ท่อน เพิ่มเป็น 20 ท่อนต่อรอบการขยายพันธุ์ ปัจจุบันบริษัทมีโรงเรือนรวมทั้งสิ้น 12 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา แบ่งเป็นในประเทศไทย 10 แห่ง และในกัมพูชา 2 แห่ง

การตั้งโรงเรือนใกล้กับโรงงานช่วยให้เกษตรกรในเครือข่ายของบริษัทสามารถเข้าถึงวัตถุดิบปลูกคุณภาพสูงและพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรคได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรได้สูงสุดถึง 500 บาทต่อไร่

ในปี 2568 บริษัทได้แจกจ่ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังรวมทั้งสิ้น 576,640 ท่อน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 360 ไร่ ใน 4 จังหวัดยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุดรธานี กาฬสินธุ์ ระยอง และตาก โดยท่อนพันธุ์ที่แจกจ่ายประกอบด้วยท่อนพันธุ์ปลอดโรค 474,640 ท่อน และท่อนพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) 102,000 ท่อน ความพยายามเหล่านี้ช่วยสร้างกลไกการป้องกันทางชีวภาพ และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิตให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันขอบคุณเกษตรกรไทยวา

โครงการ “วันขอบคุณเกษตรกร” (Farmer Appreciation Day) ของไทยวา เกิดขึ้นจากแนวคิดที่เชื่อว่าเกษตรกรคือจุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของบริษัท การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จึงเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไทยวาได้ริเริ่มและดำเนินกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความขอบคุณและส่งต่อผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการเกษตรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ในปี 2568 ไทยวาได้สานต่อความมุ่งมั่นดังกล่าวผ่านการจัดกิจกรรม “วันขอบคุณเกษตรกร” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 ณ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยบริษัทได้มอบเงินปันผลรวมกว่า 2.9 ล้านบาท ให้แก่เกษตรกรในเครือข่ายจำนวน 846 ราย ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Value) ระหว่างองค์กรและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจจากการดำเนินงานในปีนี้ คือ ครอบครัวเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการส่งเสริมองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิต ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเติบโตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับบริษัทได้อย่างยั่งยืน

การส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและเกษตรแบบฟื้นฟู

ไทยวามุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาผสมผสานกับการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการวางแผนและการเพาะปลูก เราได้นำเทคโนโลยีมาบูรณาการและส่งเสริมการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) โดยเฉพาะการนำภาพถ่ายดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรกรรม นวัตกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มผลผลิตให้ดีขึ้น

ระบบการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียมช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ ทั้งการคาดการณ์รอบการเพาะปลูก การประเมินผลผลิต และการวิเคราะห์การใช้น้ำในพื้นที่เกษตร ผ่านการประมวลผลจากข้อมูลปัจจุบันและข้อมูลย้อนหลัง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบครบวงจรด้วย AI และ Machine Learning เพื่อระบุรูปแบบและแนวโน้มที่สำคัญทางการเกษตร เช่น สภาพอากาศ ปริมาณน้ำ และคุณภาพของดิน ช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดช่วงเวลาการปลูกและการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้ทรัพยากรส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ทั้งน้ำ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร รวมถึงการใช้วิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยการแนะนำการใช้ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงเวลาในการเพาะปลูก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ส่งผลให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูงและปริมาณมากขึ้น นำไปสู่การขายผลผลิตในราคาที่สูงขึ้นได้

ความร่วมมือกับภาครัฐ และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร

การเดินทางเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและส่งเสริมการเกษตรในภูมิภาค ไทยวา ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้น ความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันย่อมมีความสำคัญและทำให้ทุกฝ่ายก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างรอบคอบและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนวทางการทำงานร่วมกันนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวของระบบอาหารในภูมิภาค

ไทยวาได้ร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรผ่านการขับเคลื่อนโครงการริเริ่มต่างๆ ที่สนับสนุนการทำเกษตรแบบยั่งยืน การปรับปรุงผลผลิต และการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ เช่น หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีความเข้าใจถึงสถานการณ์ของภาคเกษตรไทยเป็นอย่างดี จึงสามารถเข้าถึงชุมชนและเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้