ภาพรวมของไทยวา

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC เป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 78 ปี บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การผลิตแป้งมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารและโซลูชันอาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

ไทยวายึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ไม่เคยหยุดพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง จนสามารถขยายการดำเนินงานสู่ระดับสากล

ปัจจุบัน ไทยวามีสำนักงานและโรงงานตั้งอยู่ใน 16 พื้นที่ ครอบคลุม 7 ประเทศ และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังกว่า 40 ประเทศทั่วโลก การขยายตัวในระดับนานาชาตินี้สะท้อนถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

บริษัทฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

โครงสร้างการกำกับดูและด้านความยั่งยืน บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน)

โครงสร้างการกำกับดูแลด้านความยั่งยืนของไทยวาเชื่อมโยงการกำกับดูแลจากระดับคณะกรรมการบริษัทสู่การดำเนินงานในทุกระดับทั่วทั้งองค์กร เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)

คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการด้านความยั่งยืนทำหน้าที่กำกับ ทบทวน และติดตามผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนสู่การปฏิบัติ พร้อมบูรณาการประเด็น ESG เข้ากับการดำเนินธุรกิจ การบริหารผลการดำเนินงาน และกระบวนการตัดสินใจในทุกสายงาน

บริษัทได้กำหนด ESG KPIs ในระดับองค์กร และผนวกเป้าหมายด้านความยั่งยืนไว้ในตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน และความรับผิดชอบของผู้นำองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการดำเนินงานด้าน ESG ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานและการพิจารณาค่าตอบแทนของผู้บริหาร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยวาในการสร้างองค์กรสมรรถนะสูงที่พร้อมรับอนาคต ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างคุณค่าระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

ธุรกิจหลัก และผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์แป้งและที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลังดัดแปร กลูโคสไซรัป แป้งข้าว และอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์อาหาร

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวและเส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ แป้งมันสำปะหลังและสาคู วุ้นเส้นและก๋วยเตี๋ยวพร้อมปรุง และ วุ้นเส้นและก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป

ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ไทยวาได้สร้างสรรค์นวัตกรรม “ROSECO a series” เทอร์โมพลาสติกจากแป้งมันสำปะหลังที่มีความเฉพาะตัว สามารถนำไปประยุกต์ได้ในหลากหลายการใช้งาน เช่น บรรจุภัณฑ์ต่างๆ (ถุงหิ้ว ขวด ช้อนส้อม) สินค้าสำหรับใช้ในการเกษตร สินค้าอุปโภค เป็นต้น

ความยั่งยืนของไทยวา

ไทยวาบ่มเพาะ “นวัตกรรมและความยั่งยืน” ให้เป็นดีเอ็นเอขององค์กร โดยถ่ายทอดจาก “ไร่” สู่ “ผู้บริโภค” อย่างเป็นรูปธรรมผ่านพันธกิจระยะยาว ตั้งแต่ต้นน้ำในภาคการเกษตรสู่ผู้บริโภคปลายน้ำ แนวคิดนี้ถูกขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลักทางกลยุทธ์ ได้แก่ การพัฒนาเกษตรกร (Farmer Development) การพัฒนาโรงงานและชุมชนสีเขียว (Green Factory and Community) การยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงาน (Family and Well-Being) และการพัฒนาอาหารและผลิตภัณฑ์ (Food and Finished Goods) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารและเกษตรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการกำกับดูแลธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และตรวจสอบได้ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

ไทยวามุ่งสู่การเติบโตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

นโยบายการสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศและการวางแผนทางการเงินเพื่อเป้าหมาย Net Zero

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสนับสนุนเป้าหมายการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยและความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประกอบด้วยกิจกรรมหลักดังนี้

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์

บริษัทฯ ร่วมมือกับ PTT Public Company Limited ภายใต้โครงการ “Decarbonizing Thailand Partnership” เพื่อพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกและนวัตกรรมสีเขียวสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

การกำกับดูแลการมีส่วนร่วมกับสมาคมการค้า

บริษัทฯ ทบทวนจุดยืนและกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศของสมาคมการค้าและองค์กรที่เป็นสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงแนวทางอย่างสร้างสรรค์เมื่อพบประเด็นที่อาจไม่สอดคล้อง

การบริหารจัดการเงินลงทุน (CapEx/OpEx)

บริษัทฯ บูรณาการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนการเงินและการลงทุน โดยสนับสนุนงบประมาณด้านประสิทธิภาพพลังงาน ระบบก๊าซชีวภาพ และผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เช่น Bioplastics

การเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมาย SBTi

บริษัทฯ เตรียมความพร้อมสู่การกำหนดเป้าหมายตามแนวทาง Science Based Targets initiative (SBTi) ผ่านการจัดเก็บและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยผู้ตรวจประเมินอิสระ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ

บริษัทฯ ร่วมมือกับเกษตรกรและคู่ค้าเพื่อส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการปล่อยทางอ้อม (Scope 3)

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในและภายนอก

บริษัทฯ สื่อสารนโยบายและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศแก่พนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรและมาตรฐานความยั่งยืนสากล

มาตรฐานการรายงาน

บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใสผ่านกรอบการรายงานและการประเมินระดับสากล อาทิ CDP (Carbon Disclosure Project) กรอบการเปิดเผยข้อมูลตามแนวทาง TCFD และเกณฑ์การประเมินของ FTSE Russell

ระบบบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูล

บริษัทฯ นำมาตรฐาน ISO 14001-1 มาใช้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมภายในกระบวนการผลิต และเปิดเผยผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านรายงานประจำปี (One Report) และเว็บไซต์ของบริษัทฯ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

บริษัทฯ ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenario Analysis) โดยอ้างอิง Shared Socioeconomic Pathways (SSPs) จากรายงานการประเมินฉบับที่ 6 (AR6) ของ IPCC เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อรูปแบบธุรกิจ ห่วงโซ่คุณค่า และผลการดำเนินงานทางการเงินภายใต้สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) โดยมุ่งเน้นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจของบริษัทฯ ได้แก่ ความมั่นคงของวัตถุดิบทางการเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้พลังงาน การดำเนินงานของโรงงาน และความคาดหวังด้านความยั่งยืนจากลูกค้าและตลาดส่งออก

กรอบระยะเวลาที่ใช้ในการประเมิน

  • ระยะสั้น (Short-term): 0–5 ปี
  • ระยะกลาง (Medium-term): 5–15 ปี
  • ระยะยาว (Long-term): มากกว่า 15 ปี
สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยประมาณ ช่วงเวลาที่คาดว่าผลกระทบจะมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงและโอกาสที่สำคัญต่อบริษัทฯ ผลกระทบต่อธุรกิจและผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น แนวทางการตอบสนองและเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความเชื่อมโยงต่อ ESG และ IFRS S2
SSP1-1.9 (Low Carbon Transition Scenario) 1.5°C Scenario ระยะสั้น – ระยะกลาง ความเสี่ยง:
  • ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านคาร์บอน
  • การเปิดเผยข้อมูล Scope 3
  • ความต้องการด้านการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ
  • และความคาดหวังด้านความยั่งยืนจากลูกค้าและตลาดส่งออก
โอกาส:
  • ความต้องการผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีความยั่งยืนเพิ่มขึ้น
อาจเกิดต้นทุนเพิ่มเติมจากการจัดเก็บข้อมูล การทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันอาจช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
  • พัฒนาระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • จัดทำ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์
  • เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน
  • และส่งเสริมการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนร่วมกับเกษตรกรและคู่ค้า
เชื่อมโยงกับประเด็น ESG ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (ECC39, ECC44, ECC49 และ ECC77) สอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลด้าน Transition Risks and Opportunities, Climate Transition Plan และการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตาม IFRS S2
SSP1-2.6 (Moderate Transition Scenario) 2°C Scenario ระยะกลาง - ระยะยาว ความเสี่ยง:
  • ความผันผวนของผลผลิตมันสำปะหลัง
  • ความเสี่ยงด้านน้ำ
  • ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
  • และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน
โอกาส:
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
  • การพัฒนา Climate-smart Agriculture
  • และการเสริมสร้างความมั่นคงของวัตถุดิบในระยะยาว
ความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตรอาจส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบ อัตราการใช้กำลังการผลิต และความสามารถในการบริหารต้นทุน ขณะที่การลงทุนด้านการจัดการน้ำและการพัฒนาเกษตรกรอาจช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว
  • ส่งเสริม Climate-smart Agriculture
  • พัฒนาระบบ Digital Traceability
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต แ
  • ละบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร
เชื่อมโยงกับประเด็น ESG ด้านการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงของวัตถุดิบ และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (EWT13, ECC44 และ ECC50) สอดคล้องกับการประเมิน Climate Resilience, การวิเคราะห์ผลกระทบต่อรูปแบบธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตาม IFRS S2
SSP5-8.5 (High Physical Risk Scenario) มากกว่า 4°C Scenario ระยะกลาง – ระยะยาว (โดยเฉพาะระยะยาว) ความเสี่ยง:
  • ผลผลิตและคุณภาพมันสำปะหลังลดลงจากสภาพอากาศสุดขั้ว
  • ความเสี่ยงจากศัตรูพืชและโรคพืช
  • การขาดแคลนน้ำ
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน
  • และการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน
โอกาส:
  • การสร้างความได้เปรียบจากการมีห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ
อาจส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ปริมาณวัตถุดิบลดลง ประสิทธิภาพการผลิตลดลง รวมถึงเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้านการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันความเสียหาย และการฟื้นฟูการดำเนินงานหลังเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง
  • กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ
  • พัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงด้านน้ำ
  • ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)
  • และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน
เชื่อมโยงกับประเด็น ESG ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านน้ำ และความต่อเนื่องทางธุรกิจ (ECC45, EWT01 และ EWT13) สอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลด้าน Physical Risks, การประเมินความเปราะบางของสินทรัพย์และห่วงโซ่อุปทาน และการวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงินจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตาม IFRS S2

ข้อสรุปจากการวิเคราะห์

บริษัทฯพิจารณาให้ SSP1-2.6 (2°C Scenario) เป็นสถานการณ์อ้างอิงหลัก (Reference Scenario) สำหรับการประเมินความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เนื่องจากสะท้อนทั้งความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะกลางถึงระยะยาว ขณะที่ SSP1-1.9 (1.5°C Scenario) และ SSP5-8.5 (>4°C Scenario) ถูกนำมาใช้เป็นสถานการณ์ขอบเขต (Boundary Scenarios) เพื่อทดสอบความยืดหยุ่นของกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้บริบทที่มีความเข้มงวดด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ หรือมีความรุนแรงของผลกระทบทางกายภาพที่แตกต่างกัน

ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทฯในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงของการจัดหาวัตถุดิบมันสำปะหลัง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ต้นทุนการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการผลิต และความสามารถในการตอบสนองต่อข้อกำหนดของลูกค้าและตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และการเสริมสร้างความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสามารถสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของบริษัทฯในระยะยาว

บริษัทฯจะนำผลการวิเคราะห์ดังกล่าวมาใช้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจด้านการลงทุน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจต่อความไม่แน่นอนด้านสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว